หุ่นยนต์ปลูกผมดีกว่าการปลูกผมด้วยแพทย์จริงหรือ?
27 ม.ค. 2563 12:10 น.
หุ่นยนต์ปลูกผมดีกว่าการปลูกผมด้วยแพทย์จริงหรือ?

การปลูกผมที่เคยได้ยินกันมาว่า เทคนิคปลูกผม FUT และเทคนิคปลูกผม FUE ซึ่งทั้ง 2 เทคนิคนี้เป็นเพียงวิธีการนำเส้นผมหรือรากผมที่แข็งแรงออกมาจากด้านหลังหรือบริเวณท้ายทอยของหนังศีรษะเท่านั้น โดยขั้นตอนการรักษาด้วยการนำรากผมมาปลูกบริเวณด้านหน้าศีรษะ ยังต้องเป็นแพทย์และพยาบาลผู้ชำนาญการในการทำการรักษาอยู่ดี


วิธีปลูกผม FUT

เป็นวิธีการตัดเอาหนังศีรษะบริเวณด้านหลังที่มีความแข็งแรง จากนั้นเย็บปิด และนำหนังศีรษะที่ได้มาคัดแยกด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพื่อไม่ให้เซลล์รากผมเสียหาย จะต้องทำโดยผู้ที่ชำนาญเป็นอย่างมาก จากนั้นนำเซลล์ที่คัดแยกได้ไปปลูกในบริเวณที่เกิดปัญหา


วิธีปลูกผม FUE
เป็นวิธีการใช้เครื่องมือเจาะเอารากผมที่แข็งแรงมาปลูกในบริเวณที่เกิดปัญหา โดยมีรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นจุด เกิดจากการเจาะเอารากผมออกมา ในปัจจุบันมีหุ่นยนต์ที่ช่วยในการผ่าตัดปลูกผม (นับว่าหุ่นยนต์เป็นการผ่าตัดแบบ FUE) เครื่องที่เราเรียกกันว่าหุ่นยนต์นี้ จะต้องมีเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่อง ให้เจาะหนังศีรษะด้านหลัง และต้องมีบุคลากรทางการแพทย์คีบรากผมออกมาเองอยู่ดี เพื่อใช้ในขั้นตอนการปลูกต่อไป ซึ่งในขั้นตอนการปลูกก็จะต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์อีกเช่นกัน เนื่องจากยังไม่มีหุ่นยนต์ที่สามารถทำในส่วนนี้ได้

โดยการปลูกผม FUE นี้เป็นเทคนิคที่ใช้เวลาในการทำการรักษาค่อนข้างนาน และด้วยเวลาที่นานจึงส่งผลกระทบต่อการเก็บรักษาเซลล์รากผมด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปลูกผม ที่เป็นตัวช่วยในการเจาะเอารากผมออกมา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นวิธีที่ช่วยให้การปลูกผม FUE ใช้เวลาได้น้อยลง แต่เทคโนโลยีที่อัจฉริยะแบบนี้จะมีความแม่นยำจริงไม่? หรือเห็นผลการรักษาชัดเจนแค่ไหน ?
  

Hair Clinique ได้เรียบเรียงข้อมูลจากแพทย์ผู้ชำนาญการมาบอกเป็นความรู้ให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ  

ข้อดีของตัวช่วยหุ่นยนต์ปลูกผม

  • ใช้เวลาในการรักษาไม่นาน

ข้อเสียของตัวช่วยหุ่นยนต์ปลูกผม

  • เซลล์รากผมบอบช้ำจากเครื่องมือ
  • เปอร์เซ็นต์การเสียหายของรากผมมีมากขึ้น

จากข้อดีและข้อเสียที่กล่าวไป บ่งบอกได้ว่า การปลูกผมด้วยตัวช่วยอย่างหุ่นยนต์หรือหุ่นยนต์ปลูกผมค่อนข้างเป็นเทคนิคที่ใช้เวลาเร็ว แต่ความเสียหายของรากผมก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมากเหมือนกัน ซึ่งอาจส่งผลให้บริเวณที่ปลูกผมไม่เห็นผลลัพธ์แบบ 100%

แล้วเทคนิคปลูกผมแบบไหนดีที่สุด

เทคนิคปลูกผมที่ดีหรือเทคนิคที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด ทำร้ายรากผมน้อยสุด คือเทคนิค FUT เนื่องจากใช้วิธี Open technique ทำให้สามารถถนอมรากผมให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดได้ และอัตราที่รากผมจะเกิดความเสียหายระหว่างการรักษาแค่เพียง 1-2% เท่านั้น ในส่วนการปลูกผมแบบ FUE สามารถเกิดความเสียหายของรากผมได้ประมาณ 5% และหุ่นยนต์ตัวช่วยก็สามารถทำลายรากผมได้มากกว่า 15% จึงถือว่าเทคนิคปลูกผม FUT มีอัตราการเสียหายที่น้อยที่สุด เนื่องจากวิธีนี้จะต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญการอย่างสูงมากในการคัดแยกเซลล์รากผม เป็นการใช้กล้องจุลทรรศน์และใช้เทคนิคในการคัดแยกที่ละเอียดอ่อนมาก



จึงทำให้บอกได้ว่าการปลูกผมนั่นเปรียบเสมือนงานศิลปะ ที่จะต้องใช้ความสามารถ ความละเอียดอ่อน และการมีสมาธิที่สูง เพราะจะต้องมีการคัดกรองเซลล์รากผมที่มีขนาดเล็กมาก
นอกจากนี้แพทย์ยังต้องมองออกถึงปัญหาของคนไข้ว่าควรได้รับการรักษาแบบไหน รวมไปถึงลักษณะการวางเส้นผมที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการเข้าใจถึงรูปหน้าของแต่ละบุคคลว่าจะออกแบบแนวผมเป็นแบบไหน

เรียกได้ว่า "การปลูกผม" เป็นศิลปะการออกแบบขั้นสูงอีกศาสตร์หนึ่งเลย 

เนื่องจากรากผมเป็นเซลล์ที่มีขนาดเล็กมากจึงจำเป็นจะต้องใช้ความละเอียดอ่อน และความชำนาญการจากแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงเฉพาะทางด้านการปลูกผมโดยตรง (American Board Certified)

Related