เคยไหม? ตื่นเช้ามาแล้วใจหายวาบเมื่อเห็นเส้นผมกระจายเต็มหมอน หรือสระผมทีไรท่อระบายน้ำก็แทบอุดตัน! จริงอยู่ที่ผมร่วงเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเริ่มร่วงเกิน 100 เส้นต่อวัน นั่นคือสัญญาณเตือนว่าหนังศีรษะกำลังวิกฤต ก่อนที่ปัญหาผมบางจะกลายเป็นเรื่องถาวร การทำโปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม คือนวัตกรรมทางลัดยอดฮิตของคนยุคใหม่ที่ช่วยฟื้นบำรุงลึกถึงรากผมด้วยพลังแสงบำบัด ให้เส้นผมกลับมาแข็งแรงและดกดำได้อีกครั้งโดยไม่ต้องพักฟื้น บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่าเทคโนโลยีนี้ ช่วยกู้คืนความมั่นใจให้หนังศีรษะ และผมของคุณได้อย่างไร?
โปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม คืออะไร? ทำไมถึงเป็นตัวช่วยยอดนิยม
โปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม คือการใช้เทคโนโลยีแสงบำบัดความเข้มข้นต่ำ (Low-Level Laser Therapy หรือ LLLT) เพื่อฟื้นฟูเส้นผมโดยเฉพาะ เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และที่สำคัญคือ “แทบไม่มีความรู้สึก” แม้แต่นิดเดียว
ทำความเข้าใจ ทำไมต้อง “แสงสีแดง” (Red Light vs Others)
ในโปรแกรม Hair LED Therapy ไม่ใช่แสงอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นความยาวคลื่นที่จำเพาะเจาะจง
- แสงสีแดง (660nm) : มีพลังงานสูงพอที่จะทะลุผ่านชั้นผิวหนังไปถึง “รากผม” ช่วยกระตุ้นการสร้างพลังงาน ATP ในเซลล์ ทำให้รากผมที่อ่อนแอและกำลังจะตาย กลับมาสร้างเส้นผมได้ใหม่
- แสงสีเหลือง (590nm) : (มักใช้คู่กัน) ช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ ปลอบประโลมผิวหลังการเลเซอร์หรือปลูกผม และช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลือง

นวัตกรรมนี้ใช้แสง LED สีแดงที่มีความยาวคลื่นแม่นยำที่ 660 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงคลื่นที่สามารถลงลึกถึงระดับรากผม (Hair Follicle) เพื่อทำหน้าที่ดังนี้

- บูสต์พลังงานเซลล์ : เข้าไปกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึม ทำให้เซลล์รากผมที่เคยอ่อนแอ กลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- เพิ่มการไหลเวียนโลหิต : แสงจะช่วยขยายหลอดเลือดฝอยบริเวณหนังศีรษะ ทำให้ออกซิเจนและสารอาหาร (วิตามินต่าง ๆ) เดินทางไปเลี้ยงรากผมได้ดีขึ้น
- ยืดอายุเส้นผม : ช่วยให้เส้นผมอยู่ในระยะเจริญเติบโต (Anagen Phase) นานขึ้น และลดอัตราการหลุดร่วงให้น้อยลง
5 จุดเด่นที่ทำให้ทุกคนเลือกทำ โปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม
หากคุณกังวลเรื่องเข็มหรือการผ่าตัด การฉายแสงลดผมร่วงคือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุด

- Safe & Gentle : มีความปลอดภัย ไม่มีความร้อนที่ทำให้ผิวไหม้หรือแสบ
- No Down Time : ทำเสร็จแล้วออกไปใช้ชีวิตต่อได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้นนาน
- Painless : ความรู้สึกขณะทำจะผ่อนคลายมาก บางคนอาจรู้สึกอุ่น ๆ เล็กน้อยจนเผลอหลับ
- Perfect Match : สามารถทำควบคู่กับการรักษาอื่น ๆ ได้ เช่น การฉีดโปรตีนบำรุง หรือการทานวิตามิน เพื่อผลลัพธ์ที่มากยิ่งขึ่น
- Non-Invasive : ไม่มีการใช้เข็มหรือมีบาดแผลใด ๆ บนศีรษะ
ใครบ้างที่ควรจองคิวทำโปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม ?
โปรแกรมนี้ไม่ได้จำกัดแค่ผู้ชายที่มีปัญหาศีรษะล้านเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึง

- สายสตรองที่เครียดหนัก : ผู้ที่มีผมร่วงจากความเครียดสะสม
- คุณแม่หลังคลอด : แก้ไขปัญหาฮอร์โมนเปลี่ยนที่ทำให้ผมร่วงผิดปกติ
- สายดูแลสุขภาพ : ผู้ที่ผมบางจากการขาดสารอาหารหรือลดน้ำหนักผิดวิธี
- ผู้ที่เพิ่งปลูกผมมา : แสง LED จะช่วยให้กราฟผมที่ปลูกใหม่ติดทนและแผลหายเร็วขึ้น
- ผู้ที่มีปัญหาทางพันธุกรรม : ช่วยชะลอการบางของเส้นผมในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
ขั้นตอนการทำโปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม
- Step 1 : ปรึกษาแพทย์และวิเคราะห์ปัญหา (Consultation & Scalp Analysis) เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการผมร่วง พร้อมใช้กล้องกำลังขยายสูงส่องตรวจเช็กสภาพหนังศีรษะและรากผม (Scalp Analysis) เพื่อประเมินความหนาแน่นและสุขภาพของเส้นผมรายบุคคล
- Step 2 : เตรียมความพร้อมและฉายแสงบำบัด (LED Light Treatment) เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดหนังศีรษะเบื้องต้น จากนั้นจึงเริ่มการฉายแสง LED เข้มข้นต่ำไปยังบริเวณที่มีปัญหา โดยตัวแสงจะเข้าไปกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเพิ่มพลังงานให้เซลล์รากผมโดยตรง
- Step 3 : รับคำแนะนำและการดูแลต่อเนื่อง (Post-Treatment Care) หลังการฉายแสงซึ่งใช้เวลาเพียง 15-30 นาที สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที โดยแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองที่บ้าน เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้เส้นผมแข็งแรงและลดการขาดหลุดร่วงในระยะยาว
โปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม ต้องทำบ่อยแค่ไหน?
การรักษาเรื่องผมต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนเราแนะนำดังนี้
- ความถี่ที่เหมาะสม : แนะนำให้ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างต่อเนื่อง
- การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ :
- 1 เดือนแรก : อัตราการร่วงเริ่มลดลง หนังศีรษะมีสุขภาพดีขึ้น
- 2-3 เดือนขึ้นไป : เริ่มเห็นไรผมใหม่ที่แข็งแรง และเส้นผมเดิมจะดูหนาและมีน้ำหนักมากขึ้น
ตารางเปรียบเทียบ : โปรแกรม Hair LED Therapy Vs. วิธีรักษาอื่น ๆ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม | การฉีดวิตามิน/PRP | การทานยา/ทายา |
| ความเจ็บ | แทบไม่เจ็บเลย (0/10) | เจ็บปานกลางจากเข็ม | ไม่เจ็บ |
| ผลข้างเคียง | แทบไม่มี | อาจมีรอยช้ำหรือบวม | อาจมีผลต่อฮอร์โมน/ระคายเคือง |
| ความสะดวก | ทำเสร็จไปต่อได้ทันที | ต้องพักหนังศีรษะ 1 วัน | ต้องทำสม่ำเสมอทุกวัน |
| ราคา | ย่อมเยา เข้าถึงง่าย | ราคาสูงต่อครั้ง | ราคาต่อเดือนไม่สูง |



ข้อควรระวังและใครที่ไม่ควรทำ โปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม
แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยมาก แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการ
- ผู้ที่มีโรคแพ้แสง : หรือกลุ่มโรคที่ไวต่อแสงแดด (เช่น SLE)
- ผู้ที่ทานยาที่ทำให้ไวต่อแสง : เช่น ยารักษาสิวบางประเภท (Isotretinoin) ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน
- บริเวณที่มีแผลสดหรือติดเชื้อ : ควรรักษาอาการติดเชื้อให้หายก่อนเริ่มฉายแสง
Q&A รวมข้อสงสัยยอดฮิตเกี่ยวกับโปรแกรม Hair LED Therapy (ฉายแสงกระตุ้นรากผม)
Q: ฉายแสงลดผมร่วงกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
A: โดยปกติจะเริ่มสังเกตเห็นว่า “ผมร่วงน้อยลง” ได้ตั้งแต่เดือนแรกที่ทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนการงอกใหม่ของเส้นผมที่หนาขึ้นและดูเต็มขึ้น จะเห็นผลชัดเจนในช่วงเดือนที่ 3 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องรอรอบการเจริญเติบโตตามธรรมชาติของเส้นผม
Q: ขณะฉายแสงจะรู้สึกร้อนหรือแสบหนังศีรษะไหม?
A: ไม่รู้สึกแสบหรือร้อนแน่นอน แสง LED เป็นพลังงานต่ำ (Low-Level Laser) ที่ไม่มีความร้อนทำลายผิว คุณจะรู้สึกเพียงอุ่น ๆ เล็กน้อยและผ่อนคลายมาก หลายคนใช้เวลานี้พักสายตาหรือเล่นมือถือได้ชิลล์ ๆ เลย
Q: ถ้าหยุดทำแล้ว ผมจะกลับมาร่วงเหมือนเดิมไหม?
A: การฉายแสงเหมือนการให้อาหารและออกกำลังกายให้รากผม หากหยุดทำไปนาน ๆ รากผมอาจกลับไปสู่วงจรเดิมตามพันธุกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย ดังนั้นในช่วงแรกแนะนำให้ทำสม่ำเสมอ และเมื่อผลลัพธ์คงที่แล้ว อาจลดความถี่ลงเหลือเดือนละ 1-2 ครั้งเพื่อคงสภาพ (Maintenance)
Q: ทำสีผม หรือดัดผมมา สามารถฉายแสงได้ไหม?
A: ทำได้แน่นอน การฉายแสงไม่ได้ส่งผลต่อสารเคมีบนเส้นผม แต่ในทางกลับกัน แสง LED (โดยเฉพาะแสงสีเหลือง) ยังช่วยฟื้นฟูหนังศีรษะที่อาจระคายเคืองจากการทำเคมีได้ด้วย
Q: คนที่ “หัวล้านไปแล้ว” หรือไม่มีรากผมเหลืออยู่เลย ทำได้ไหม?
A: โปรแกรม Hair LED Therapy เหมาะกับผู้ที่ “ยังมีรากผมอยู่” หากบริเวณนั้นไม่มีรากผมเหลืออยู่เลย (หนังศีรษะเรียบเนียนสนิท) แสงจะไม่สามารถเข้าไปกระตุ้นอะไรได้ ในกรณีนี้อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อทำการปลูกผม (Hair Transplant) แทน แล้วจึงใช้การฉายแสงมาช่วยให้แผลหายเร็วและผมติดทนขึ้น
Q: ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนมาฉายแสง?
A: ไม่ต้องเตรียมตัวซับซ้อน เพียงแค่สระผมให้สะอาดและเป่าให้แห้งสนิท “ไม่ควรทาออยล์หรือเจลแต่งผมหนา ๆ” ก่อนมาทำ เพราะสิ่งสกปรกหรือคราบมันอาจขวางกั้นการส่องผ่านของแสงไปยังรากผมได้
บทสรุปว่า โปรแกรม Hair LED Therapy เปลี่ยน “ผมบาง” ให้เป็น “ผมหนา” ความมั่นใจที่สร้างได้
ปัญหาผมร่วงไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคลิกภาพ แต่คือสัญญาณเตือนที่บอกว่ารากผมของคุณกำลังอ่อนแอ โปรแกรม Hair LED Therapy ฉายแสงกระตุ้นรากผม จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน ปลอดภัย และไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ทักมาปรึกษาเราได้เลยวันนี้ที่ Hair Clinique by SLC เราพร้อมดูแลในการ เปลี่ยนผมบางให้กลับมาหนาแข็งแรงอีกครั้ง! หากสังเกตเห็นผมร่วงผิดปกติหรือรอยแสกเริ่มกว้าง ทักมาปรึกษาเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการรักษาที่ตรงจุดได้เลยที่ Hair Clinique by SLC
ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ติดต่อจองคิวได้ที่นี่เลย!
สยามสแควร์ ซอย 2 | โทร: 095-406-9423 / 095-406-9424
สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น 3 | โทร: 088-693-0532
สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 7 | โทร: 080-245-7886
สาขา ONE BANGKOK ชั้น 4 | โทร: 095-369-9668
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Tel: 02-001-3530-1
Facebook: HairCliniquebySLC
Line: @HairCliniquebySLC
